Home Webboard ArticlesKnowledges  
ข่าวประกาศ:

:: กติกา มารยาท ในการใช้งานเว็บบอร์ด ::
กรุณากรอกอีเมล์จริงในการสมัคร และรับอีเมล์ยืนยันเพื่อใช้งานในบอร์ด

ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข่าวฉาวเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัวของ Facebook ช่วงนี้ (2018-2019)  (อ่าน 273 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ OXYGEN2

  • Just
  • **
  • กระทู้: 18
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 8
    • เครื่องปั่น
6 ธันวาคม 2018 : รัฐสภาอังกฤษเผยเอกสาร Facebook ให้บางบริษัทเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ได้เป็นพิเศษ

Facebook เจอข่าวฉาวส่งท้ายปีเมื่อรัฐสภาอังกฤษเผยแพร่เอกสารภายในของ Facebook ระบุว่า Facebook ยังคงให้บางบริษัทอย่าง Airbnb, Lyft และ Netflix สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานได้เป็นพิเศษ หรือเป็น whitelist

ตัวเอกสารจัดทำโดย Six4Three บริษัทไอทีผู้ทำระบบค้นหารูปภาพบิกินี่บน Facebook เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการที่ Facebook ปิด API ในปี 2014 ซึ่ง Six4Three ก็ฟ้อง Facebook ข้อหาทำลายธุรกิจ โดยส่งเอกสารภายในซึ่งเป็นอีเมลระหว่าง Six4Three กับ Facebook มาเป็นหลักฐานคำฟ้อง โดยผู้เอามาเผยแพร่คือ Damian Collins ส.ส. อังกฤษ

ตัวเอกสารระบุว่าแม้ Facebook จะประกาศตัดบริษัทภายนอกให้ไม่สามารถเข้าถึง API และข้อมูลผู้ใช้บน Facebook ได้ตั้งแต่ช่วงปี 2014-2015 แต่ก็แอบอนุญาตบางบริษัทเข้าถึงข้อมูลได้เป็นพิเศษ (whitelist) ซึ่งบริษัทเหล่านั้นได้แก่ Airbnb, Lyft และ Netflix

ที่มา: blognone.com [nofollow]


7 ธันวาคม 2018 : เบื้องหลัง Facebook แอบเก็บบันทึกการโทรและ SMS จาก Android

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2015 โดย Facebook รู้ตัวดีว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องเสี่ยงในแง่ PR แต่ทางทีม Growth ที่เน้นการเติบโตของผู้ใช้งาน ก็ยังยืนยันจะทำ แถมยังมองหาวิธีเก็บข้อมูลโดยไม่ให้ผู้ใช้งานรู้ตัว หรือไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ใช้ก่อน ด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างที่ PR กังวล ซึ่งภายหลังทีม Growth ก็ค้นพบช่องทางที่เข้าถึงสิทธิ Read Call Log โดยไม่ต้องขอ permission

ฝั่งของ Facebook ชี้แจงว่าฟีเจอร์นี้เป็นการใช้งานตามความสมัครใจ (opt-in) ถึงแม้แอพจะไม่ได้ถามยืนยันสิทธิจากผู้ใช้ในหน้า permission มาตรฐานของ Android แต่ก็ถามยืนยันในแอพ Messenger แทน ซึ่ง Facebook อ้างว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า และไม่ได้ต้องการจะหลีกเลี่ยงไม่ถามการยืนยันจากผู้ใช้แต่อย่างใด

หมายเหตุ: วิธีเช็คสิทธิการเข้าถึงของ Facebook สำหรับผู้ใช้แอนดรอยด์ สามารถปิดสิทธิการเข้าถึงของ Facebook ได้ที่ Setting > App and Notification > เลือก Facebook > Permission > ปิดทั้งหมด หรือเปิดเฉพาะเท่าที่จะอนุญาต อาทิ Storage สำหรับอัพรูป

ที่มา: blognone.com [nofollow]


18 ธันวาคม 2018 : Facebook บอกจะเปิดฟีเจอร์ Clear History เพื่อความปลอดภัย แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทันทีที่เกิดเหตุข้อมูลหลุดและกรณีระหว่าง Facebook และ Cambridge Analytica ทาง Facebook ก็เร่งแก้ไข และสัญญาว่าจะทำฟีเจอร์ความปลอดภัย Clear History ออกมาใช้ นับจากวันที่ประกาศจนถึงตอนนี้ก็ 7 เดือนแล้ว

ฟีเจอร์ Clear History ที่ Facebook อธิบายไว้คือ เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่ามีเว็บหรือแอพใดส่งข้อมูลผู้ใช้กลับไปยัง Facebook โดยผู้ใช้สามารถปิดการส่งข้อมูลได้ แต่เดิมข้อมูลที่ส่งมานี้ใช้เพื่อการทำตลาดอย่างเจาะกลุ่ม Facebook ประกาศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่าจะใช้เวลาสร้างฟีเจอร์นี้ 2-3 เดือนแต่จนตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเปิดให้คนทั่วไปใช้งาน

Recode สอบถามไปยัง Facebook ได้คำตอบจาก Erin Egan ผู้ทำหน้าที่ซีพีโอหรือ Chief Privacy Officer ว่า ฟีเจอร์ยังคงไม่พร้อมภายในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ และจะทดสอบฟีเจอร์ดังกล่าวช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019

David Baser ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์ อธิบายเหตุที่ฟีเจอร์ล่าช้าเพิ่มเติมว่า ข้อมูลผู้ใช้ไม่ได้ถูกเก็บในแนวทางเดียวกับตอนที่ได้ข้อมูลมา และยังมีข้อมูลหลายชุด เช่น ข้อมูลระบุตัวตนของผู้ใช้ เว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้า และเมื่อไรที่การเก็บข้อมูลนั้นเกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งบางครั้งข้อมุลเหล่านี้ มันถูกเก็บแยกกัน ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องหาทางออกต่อไป

Baser อธิบายเพิ่มว่า ตอนนี้ Facebook มีข้อมูลวันที่และเวลาที่ผู้ใช้เข้าใช้งานเว็บไซต์อื่น แต่ไม่ได้ระบุถึงขนาดว่า เวลานี้ ใครเข้ามาใช้ มันจึงยากในการจับคู่เวลาที่เข้าใช้งานกับผู้ใช้แต่ละราย เท่ากับว่า Facebook ต้องสร้างระบบใหม่ซึ่งไม่ง่ายเลยในทางปฏิบัติ

ที่มา: blognone.com [nofollow]


19 ธันวาคม 2018 : Facebook ยิงโฆษณาตามตำแหน่งผู้ใช้ได้จากเลขไอพี แม้จะปิด Location service ก็ตาม

Aleksandra Korolova ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียใต้ (USC) โพสต์บน Medium ระบุว่าแม้ตัวเธอจะปิดโลเคชันบนทุกผลิตภัณฑ์ในเครือเฟสบุ๊ก, ไม่อัพรูป, ไม่เช็คอิน ไม่ระบุเมืองที่เธออยู่ แต่ก็ยังพบโฆษณาที่อิงจากสถานที่ของเธออยู่ดี ก่อนจะพบว่าเฟซบุ๊กข้าถึงโลเคชันของเธอเพื่อยิงโฆษณาจากหมายเลขไอพี, Wi-Fi และบลูทูธ จากหน้า Ads Setting

เธอชี้ด้วยว่า เฟซบุ๊กไม่ได้อธิบายใดๆ ว่าการปิดโลเคชันจะทำให้เฟซบุ๊กเลิกเก็บข้อมูลนี้เพื่อยิงโฆษณา พร้อมระบุว่าเครื่องมือที่ปิดโลเคชันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ด้านเฟซบุ๊กยืนยันว่าผู้ใช้ไม่สามารถปิดกั้นการเข้าถึงโลเคชันเพื่อป้องกันโฆษณาจากเฟซบุ๊กได้สมบูรณ์ เพราะบริษัทดึงข้อมูลนี้จากหมายเลขไอพีได้อยู่ดี

ที่มา: blognone.com [nofollow]


19 ธันวาคม  2018 : New York Times อ้างเอกสารภายใน เฟซบุ๊กเปิดให้ Spotify และ Netflix อ่านข้อความส่วนตัวผู้ใช้

The New York Times (NYT) เผยแพร่บทความสอบสวนที่ได้จากการสัมภาษณ์อดีตพนักงาน, พันธมิตร, และเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงเอกสารภายในที่เฟซบุ๊กส่งให้พันธมิตรทางธุรกิจจำนวน 270 หน้า ระบุว่าพันธมิตรบางรายได้รับสิทธิ์เหนือกว่าการเข้าถึงตามปกติ โดยสิทธิ์ที่สำคัญที่สุดคือการอ่านข้อความส่วนตัวของผู้ใช้

บทความระบุว่ามีพันธมิตรสามรายที่ได้รับสิทธิ์ในการอ่านข้อความส่วนตัว ได้แก่ Spotify, Netflix, และ Royal Bank of Canada โดยโฆษก Spotify และ Netflix ระบุว่าไม่เคยรับรู้ว่าได้รับสิทธิ์นี้ ขณะที่ Royal Bank of Canada โต้แย้งว่าไม่ได้รับสิทธิ์แต่อย่างใด

แม้โฆษกจะปฎิเสธ แต่รายงานของ NYT ย้ำว่า Spotify ได้รับข้อความส่วนตัวของผู้ใช้ 70 ล้านรายทุกเดือน

รายงานระบุว่าสิทธิ์ที่เฟซบุ๊กให้เป็นกรณีพิเศษนั้นต่างกันไปแต่ละบริษัท Bing ของไมโครซอฟท์เห็นรายชื่อเพื่อนของผู้ใช้เสมอ และแอปเปิลเอง ตัว iOS ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ แม้จะปิดการแชร์ทั้งหมดก็ตามที ทางแอปเปิลปฎิเสธว่าไม่เคยรู้ว่าได้รับสิทธิ์พิเศษเช่นกัน

เอกสารที่ NYT ได้รับมาเป็นเอกสารในปี 2017 ระบุถึงการเป็นพันธมิตรกับบริษัทถึง 150 บริษัท ตัวบทความระบุว่าข้อตกลงบางรายการยังคงมีผลจนทุกวันนี้

ที่มา: blognone.com [nofollow]


#LogOutFacebook



 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 
Back to top