Home Webboard ArticlesKnowledges  

ผู้เขียน หัวข้อ: หลอดยาสีพระทนต์  (อ่าน 10044 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Global Moderator
  • *
  • กระทู้: 5547
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 2148
    • SMFjusthost.com
หลอดยาสีพระทนต์
« เมื่อ: 05, ธันวาคม 2008, 04:04:25 PM »
หลอดยาสีพระทนต์


ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mummy&group=13


พุทธศักราช ๒๕๔๑ ..... พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตพอเพียง เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ คน ที่ได้รับผลกระทบมากที่ สุด คือนักธุรกิจและผู้ที่ทำงานอยู่ ในเมืองใหญ่ บริษัทหลายแห่งล้ม ละลายต้องปิดกิจการ หลายแห่ง ต้องปลดพนักงานเพื่อประคับ ประคองให้บริษัทอยู่รอดได้ เมื่อ ต้องเดือดร้อนเพราะตกงานกัน มากขึ้น ทำให้หลายคนนึกถึง "การ ประหยัด" ความจำเป็นที่จะต้องรัด เข็มขัด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมี ใครนึกถึง เพราะต่างก็จับจ่ายใช้ สอยซื้อหาวัตถุสิ่งของทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ทั้งเกินกำลังรายได้ของตนเอง กันอย่างฟุ่มเฟือย แต่หากเราเฉลียวใจ และตั้งใจฟังพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ในทุกวันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปีกันอย่างมีสติ ก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้วทรงเตือนพวกเราถึงเรื่อง การดำเนินชีวิตอย่างประหยัด พอเพียง และเรียบง่ายมาเป็นเวลานานแล้ว ..... วันที่ ๔ ธันวาคม เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้รับสั่งเกี่ยวกับเรื่องการกินการโกง โดยรับสั่งว่า หากบ้านเมือง ผู้คนยังโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่อย่างนี้ บ้านเมืองพินาศนะ และเมื่อเร็วๆ นี้ ระหว่างผู้ว่า CEO เข้าเฝ้าฯ อยู่ พระองค์รับสั่งแช่งเลยว่า ใครโกงขอให้มีอันเป็นไป พวกเราคงจะได้รับฟังกันถ้วนทั่ว จริงๆแล้วหากจะขจัดการกินการโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคงไม่ใช่ให้ตำรวจ มาคอยเฝ้าระวัง เพราะกลับทำเองเสียก็มี หรือให้ ป.ป.ช. คอยไล่สอบสวนลงโทษที่ปลายทาง หากแต่คงต้องเริ่มจากตัวเองแต่ละคนเป็นเบื้องต้นเสียก่อน คือทุกคนต้องปรับพฤติกรรมการเป็น อยู่ของตัวเองให้มีชีวิตบนความพอดี พอเพียง ประหยัด อดออม อยู่อย่างเรียบง่าย จะได้ไม่ แสวงหาประโยชน์บนความสกปรก ง่ายที่สุดก็คือ "ต้องประหยัด"

และต้นแบบในเรื่องนี้ พวกเราพสกนิกรชาวไทยคงไม่ต้องแสวงหาที่ไหน เพียงแต่ตั้งสติดำเนิน ชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ก็ไปสู่ความพอดี พอเพียง และประโยชน์สุขแล้ว ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระอุปนิสัยที่ข้าราชบริพารและ ข้าราชการ ที่ใกล้ชิดรับ ทราบกันดีว่า "ทรงประหยัด" ซึ่งเป็นพระอุปนิสัยที่ติดพระองค์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงฝึกให้พระราชโอรส และพระราชธิดา รู้จักวิธีการประหยัด อดออม ทรงตั้งกระป๋องออมสินไว้กลางที่ประทับ ทรงเรียกว่า กระป๋องคนจน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะ ทรงประชุมทั้ง ๓ พระองค์ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์ อะไร หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยาก จนอย่างไรดี ..... สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวในพระราชสำนัก หรือจากสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ก็จะเห็นบ่อยครั้งและ อาจสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้ดินสอที่เหลือสั้นกุดนิดเดียว และดินสอสั้นกุดนี้ใคร จะนำไปทิ้งไม่ได้ เพราะจะทรงกริ้วอย่างมาก หรือแม้แต่ฉลองพระองค์สูท หรือเบลเซอร์ถ้า สังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า จะทรงสูท หรือเบลเซอร์องค์เดิมให้เห็นซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะเสด็จฯใน ต่างสถานที่และต่างเวลา เบลเซอร์บางองค์ที่ทรงสวม เมื่อนำภาพห่างกัน ๑๐ ปี ๒๐ ปี มาเปรียบ เทียบกัน จะเห็นได้ว่าหลายองค์ยังคงใช้อยู่ ทั้งนี้ ก็เพราะทรงประหยัด ทรงใช้สิ่งของต่างๆ อย่างคุ้มค่าและทะนุถนอม

แม้กระทั่งฉลองพระบาท ..... ที่ทรงใช้เวลา เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ก็จะทรงฉลอง พระบาทองค์เดิมเป็นเวลา นานหลายสิบปี เท่าที่เห็นจะมี ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นฉลองพระบาทผ้าใบ และอีก องค์เป็นฉลองพระบาทหนังสีดำ ซึ่งฉลอง พระบาทนั้นไม่ใช่ยี่ห้อยอดนิยมหรือมี ราคาแพงเลย ฉลองพระบาทผ้าใบที่ทรง สวมเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไม่เคยเปลี่ยน แบบเลยเป็น เวลาหลายสิบปีแล้ว ราคาไม่กี่ ร้อย คู่ไหนชำรุดก็ทรงส่งซ่อมร้านเล็กๆ ใกล้ๆ วัง ทำการซ่อมแซม ทรงใช้คุ้มราคา คุ้มค่าที่สุด ..... ส่วนนาฬิกาที่ทรงใช้นั้น แม้จะมีผู้ทูลเกล้าฯถวายนาฬิกายี่ห้อดัง ราคาแพง ก็ไม่ได้ทรงใช้ ทรง ใช้นาฬิกาธรรมดาที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอยู่ ทรงมีนาฬิกาเพื่อใช้บอกเวลา ไม่ได้ทรงใช้เพื่อ การอื่น มักจะรับสั่งว่า ฉันใส่นาฬิกายี่ห้อ "ใส่แล้วโก้"

คณะทันตแพทย์ ..... เคยนำภาพหลอดยาสีพระทนต์ที่ทรงใช้แล้วมาแสดงให้ดู ทรงรีดเสียแบนราบ เป็นแผ่นกระดาษแม้ถึงกระเปาะใกล้จุกซึ่งอย่างดีเราก็เอานิ้วกดๆ จนคิดว่าหมด แต่ของพระองค์ ทรงกดจนแบนติด เรียกว่าหมดเกลี้ยงจริงๆ มีคนมาเล่าให้ฟังว่า พอทรงกดใช้มาถึงกระเปาะ แล้ว มหาดเล็กก็เห็นทรงกดไม่สะดวกก็เชิญหลอดใหม่มาถวาย มีรับสั่งให้นำกระเปาะที่เหลือ กลับมา และรับสั่งว่าที่เหลือนั่นยังใช้ต่อได้อีกตั้งหลายวัน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ..... เสด็จฯไปทรงเยี่ยมโครงการทางภาคเหนือ วันนั้นพวกเราใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อต่อ ในเมืองไทย เสด็จฯผ่านมาทอดพระเนตร ทรงพอพระทัยมาก และรับสั่งให้ผมและเจ้าหน้าที่ ไปยืนข้างรถ ฉายภาพพระราชทานให้พวกเราเป็นที่ระลึก พร้อมรับสั่งว่า จะส่งรถมาขอให้นำ ไปต่อถังให้เป็นลักษณะนี้ด้วย ประหยัดดี และบังเอิญช่วงนั้นนํ้ามันแพงด้วย ต่อมาไม่นานก็พระ ราชทานรถกระบะขนาดเล็กครึ่งตัน เล็กกว่าปิกอัพเสียอีก พระราชทานให้พวกเราต่อเป็นเก๋ง ตรวจการณ์ ซึ่งก็ได้นำไปต่อถวายให้ตามพระราชประสงค์ และพ่นสีฟ้านํ้าเงินเหมือนรถแวก กอนเนียร์ที่ทรงใช้อยู่ด้วย ..... เรื่องของการประหยัดที่หลายคนอาจยังไม่ทราบก็คือ ทรงช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐบาล เป็นจำนวนมากมายมหาศาล อย่างเช่น เมื่อครั้งนํ้าท่วมหมู่บ้านเสรีในกรุงเทพฯ มีด็อกเตอร์ หลายคนกราบบังคมทูลวิธีการแก้ไข โดยการขุดคลองระบายนํ้ากว้าง ๕๐ เมตร ลึก ๔ เมตร ความยาวมากกว่า ๑๐ กิโลเมตร ใช้งบประมาณถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท และคลองที่จะขุดนี้ใช้ เฉพาะเวลานํ้าท่วม ซึ่งมีเพียง ๑๕ วันต่อปี คือเฉพาะในช่วงนํ้าเหนือมาเท่านั้น แต่ทรงมีวิธีการ ที่ง่ายกว่านั้น ใช้งบประมาณที่น้อยกว่ากันมาก รับสั่งให้ทำคันถนนเสมอกัน ห่างกัน ๑ กิโลเมตร ขนานไปเรื่อย ตรงกลางเก็บเป็นพื้นที่สีเขียวไว้ ถึงหน้านํ้ามาก็ให้ไหลไประหว่างถนนนี้ เรียกว่า คลองลอยฟ้า หรือคลองบนดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่มีใครคาดถึง เรียบง่าย และประหยัดงบประ มาณที่สุด และคำนวณออกมาแล้ว เราได้คลองกว้างกว่า ๒๐ เท่าตัว แต่ใช้เงินแค่ ๔๐ กว่าล้าน เท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ..... ทรงประหยัดในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ทรงเน้นว่าเป็นการประหยัดเพื่อ ให้เกิดความยั่งยืน มีกินมีใช้ไปชั่วลูกหลาน ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่ในโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริที่มีอยู่มากมายหลายพัน โครงการ อย่างเช่น เวลาจะบำบัดนํ้าเสีย ร้อยทั้งร้อยโดย เฉพาะฝ่ายราชการก็จะนึกถึง ระบบบำบัด นํ้าเสียแบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ราคาแพง มหาศาลเป็นพันๆล้าน อย่างที่เป็นคดีอื้อ ฉาวอยู่ในขณะนี้ พระองค์กลับคิดที่จะนำ ผักตบชวามาใช้ เช่น คลองมักกะสัน โดย ใช้อธรรมปราบอธรรม คือ ผักตบชวา ปราบนํ้าเน่า ซึ่งได้ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ต่อสายตา พวกเราทุกคน กรณีแหลมผัก เบี้ยก็เอานํ้าเน่าจากเทศบาลจังหวัดเพชรบุรี มาบำบัด โดยบ่อตกตะกอน แล้วกรองด้วย พืชนานาชนิด โดยไม่ต้องมีการใช้พลังงาน เลย ใช้ธรรมชาติคือ การตกตะกอน สายลม แสงแดด พืชชนิดต่างๆ เป็นตัวบำบัด ลงทุนครั้ง เดียวในการสร้างโครงสร้าง แล้วปล่อยระบบทำงานไปเอง ใครอยากศึกษาก็ไปศึกษาได้ เพราะ ได้ผลสำเร็จ พิสูจน์ทราบได้ทั้งทางปฏิบัติและวิชาการมาดูกันมาก ทุกระดับ ประทับใจกันทุก คน แต่ไม่มีใครไปทำ เพราะมันง่ายและราคาถูกกระมัง จึงไม่มีใครชอบ?

ทฤษฎีใหม่ ..... ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการบริหารจัดการที่ดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลที่ได้ สำหรับราษฎรก็คือ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและค่าอาหารบางส่วน เพราะต่างคนต่างมีซุปเปอร์มาร์ เกตส่วนตัวหลังบ้าน มีทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้ ปลา ไก่ เป็ด แม้กระทั่งไข่ไก่ ไข่เป็ด ที่สามารถ เก็บมากินได้ตลอดเวลา และยังอาจนำผลผลิตที่มีต่างกันมาแลกเปลี่ยนระหว่างบ้านได้อีกด้วย เป็นความประหยัดที่แฝงด้วยความเอื้ออาทรระหว่างกัน

นอกจากนี้ ..... ทรงสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่เขตห้วยขวาง นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิต ใจของประชาชนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังทรงแสดงให้เห็นอีกว่า การสร้างพระอุโบสถ ไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โต เพราะยากแก่การดูแลรักษา แต่ควรสร้างอย่างเรียบง่าย มีขนาด ประหยัด พอควรแก่ฐานะ และไม่เดือดร้อนแก่ผู้ดูแลในภายหลัง เดิมเราเสนองบประมาณที่คิด ว่าน้อยแล้ว คือทั้งวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิพระหลายหลัง ภูมิทัศน์ สระน้ำ ฯลฯ เป็นเงิน ๑๒๐ ล้านโดยประมาณ รับสั่งว่าแพงไป ทรงตัดฉับเดียวเหลือ ๑๔ ล้าน บาท ต้องเขียนว่าฉับเดียว เพราะตัดศูนย์แค่ตัวเดียว อย่างไรก็ตาม ก็ได้วัดสวยงาม กะทัดรัด อย่างที่เห็นทุกวันนี้

ทั้งหมดที่เล่าสู่กันฟังนี้ ..... เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ โดยยึดแนวทางแห่ง การประหยัด แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้ทรงประหยัดเลยก็คือ น้ำพระทัย และพระราชดำริที่พระราชทานมาตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรไทยให้มี ความเป็นอยู่อย่างพอเพียง อยู่ดีกินดี และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า.



ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Global Moderator
  • *
  • กระทู้: 5547
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 2148
    • SMFjusthost.com
Re: หลอดยาสีพระทนต์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 05, ธันวาคม 2008, 04:04:47 PM »
ปรัชญาจากหลอดยาสีฟัน


ผมมีภาพๆ หนึ่งเอามาให้ดูกัน เป็นภาพหลอดยาสีฟันที่ถูกใช้แล้วครับ เห็นทีแรกไกลๆ
ก็ไม่รู้สึกอะไรมากหรอกครับ เป็นภาพที่ติดอยู่บนบอร์ดที่โรงเรียนของลูก ระหว่างที่ยืนรอลูกๆ
ลงมาจากห้องเรียนจึงได้อ่านข้อความที่ประกอบภาพนี้อย่างละเอียด

ภาพหลอดยาสีฟันที่เห็นนี้ต้องเรียกว่าเป็นหลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์
เพราะนี่คือหลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เห็นแล้วรู้สึกเหมือนผมไหมครับความฉ่ำเย็นจากที่ไหนก็ไม่รู้อาบลงมากลางกระหม่อมเลย
ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์
ครูที่โรงเรียนของลูกผมไปพบเข้าเลยนำมาถ่ายสำเนาติดบอร์ดให้เด็กนักเรียนได้ เรียนรู้และเข้าใจคำว่า
"ประหยัด" ศาสตราจารย์พิเศษทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช
ทันตแพทย์ประจำพระองค์อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า


"ครั้งหนึ่งทันตแพทย์ประจำพระองค์กราบถวายบังคมทูลเรื่องศิษย์ทันตแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางคนม
ีค่านิยมในการใช้ของต่างประเทศและมีราคาแพง
รายที่ไม่มีทรัพย์พอซื้อหาก็ยังขวนขวายเช่ามาใช้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว
ซึ่งเท่าที่ทราบมามีความแตกต่างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ที่ทรงนิยมใช้กระเป๋าที่ผลิตภายในประเทศเช่นสามัญชนทั่วไป ทรงใช้ดินสอสั้นจนต้องต่อด้าม
แม้จนยาสีพระทนต์ของพระองค์ท่านก็ทรงใช้ด้ามแปรงพระทนต์รีดหลอดยาจนแบน
จนแน่ใจว่าไม่มียาสีพระทนต์หลงเหลืออยู่ในหลอดจริงๆ

เมื่อกราบบังคมทูลเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ของพระองค์ท่านก็เหมือนกัน
และยังทรงรับสั่งต่อไปด้วยอีกว่า
เมื่อไม่นานมานี้เองมหาดเล็กห้องสรงเห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์คงใช้หมดแล้ว
จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน
และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน
จะเห็นได้ว่าในส่วนของพระองค์ท่านเองนั้นทรงประหยัดอย่างยิ่ง
ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยากไร้อยู่เป็นนิจ
พระจริยาวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึง พระวิริยะ อุตสาหะ
ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า หลังจากนั้น
ทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทาน
หลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้นเพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่าง
เพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป
ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทาน
ส่งหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นมาให้ถึงบ้านทันตแพทย์ประจำพระองค์รู้สึกซาบซึ้ง
ในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้ายิ่งเมื่อได้พิจารณาถึงลักษณะของหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นแล้ว
ทำให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้จึงแบนราบเรียบโดยตลอด
คล้ายแผ่นกระดาษโดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปเกือบถึงเกลียวคอหลอด
เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอีกครั้งในเวลาต่อมาจึงได้รับคำอธิบายจากพระองค์ว่า
หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็นแบนเรียบนั้นเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีดและกด
จนเป็นรอยบุ๋มที่เห็นนั่นเองและเพื่อที่จะขอนำไปแสดงให้ศิษย์ทันตแพทย์ได้เห็น
เป็นอุทาหรณ์จึงได้ขอพระราชาอนุญาตซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ทรงพระเมตตาด้วยความเต็มพระทัย"


ผมมีโอกาสได้ยืนมองดูรูปหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้อยู่เนืองๆ
เวลาไปรอรับลูกที่โรงเรียนและเมื่อยิ่งดูก็ยิ่งได้รับรู้ถึงปรัชญาที่พระองค์
พระราชทานผ่านมาทางหลอดยาฯนี้แล้วผมก็พบว่าแก่นแท้ของการประหยัดมันอยู่ตรงนี้นี่เอง ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เลย
แต่ต้องรู้จักใช้ และต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ไม่ใช้แบบเหลือทิ้งเหลือขว้าง

โดย : หนุ่มน้อย [ 2006-06-25 16:27:28 ] [แอท] Chongter.Board

ออฟไลน์ crazytuckie0653

  • J
  • กระทู้: 1
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 0
    • พระเครื่อง
Re: หลอดยาสีพระทนต์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 07, เมษายน 2012, 11:44:16 AM »
เยี่ยมม :)
 *ขออภัย จำกัดสิทธิ์การใส่ Link-URL ในลายเซ็น*  :  *ขออภัย จำกัดสิทธิ์การใส่ Link-URL ในลายเซ็น*  :  *ขออภัย จำกัดสิทธิ์การใส่ Link-URL ในลายเซ็น*

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 
Back to top