Home Webboard ArticlesKnowledges  
ข่าวประกาศ:

:: กติกา มารยาท ในการใช้งานเว็บบอร์ด ::
กรุณากรอกอีเมล์จริงในการสมัคร และรับอีเมล์ยืนยันเพื่อใช้งานในบอร์ด

ผู้เขียน หัวข้อ: นายช่างใหญ่ของแผ่นดินไทย  (อ่าน 7287 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Global Moderator
  • *
  • กระทู้: 5547
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 2148
    • SMFjusthost.com
นายช่างใหญ่ของแผ่นดินไทย
« เมื่อ: 05, ธันวาคม 2008, 04:20:57 PM »


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช   นายช่างใหญ่ของแผ่นดินไทย

บทความ-สารคดี
โดย  คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ


เมื่อวันพุธที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๓ เวลา ๑๗.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ฯพณฯ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี นำคณะผู้แทนสถาบันวิศวกรโยธาแห่งสหราชอาณาจักร (Institution of Civil Engineers : ICE) ซึ่งเป็นสถาบันทางวิศวกรรมศาสตร์แห่งแรกของโลก ก่อตั้งเป็นสถาบันที่สมบูรณ์ เมื่อ ค.ศ.๑๘๒๓ (พ.ศ.๒๔๗๑) มี ศาสตราจารย์จอร์ช เฟลมมิง (George Fleming) ประธานสถาบัน และคณะกรรมการ พร้อมด้วยนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ไกรวุฒิ เกียรติโกมล เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย “สมาชิกภาพวุฒิวิศวกรกิตติมศักดิ์” ของสถาบันวิศวกรโยธาแห่งสหราชอาณาจักร (Honorary Fellowship) อันเป็นสมาชิกลำดับสูงสุดของสถาบัน แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


สถาบันวิศวกรโยธาแห่งสหราชอาณาจักรนี้เป็นสถาบันทางวิศวกรรมศาสตร์แห่งแรกของโลก ก่อตั้งขึ้นเป็นสถาบันที่สมบูรณ์ เมื่อ ค.ศ.๑๘๒๘ (พ.ศ.๒๔๗๑) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวิชาชีพวิศวกรรมเพื่อรับใช้สังคม และสถาบันนี้ได้ทำความตกลงร่วมมือทางวิชาการ และสนับสนุนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมของไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๕ สถาบันดังกล่าวนี้ ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงนำความรู้ด้านวิศวกรรมไปทรงใช้ในโครงการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก และพระราชกรณียกิจก่อให้เกิดประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ประชาชนชาวไทยทั้งปวง

ในการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมาชิกภาพวุฒิวิศวกรกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งนี้ สถาบันวิศวกรโยธาแห่งสหราชอาณาจักร ได้สดุดีพระเกียรติคุณว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ มีพระราชกรณียกิจอันล้ำเลิศ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศไทย อีกทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชนบทของประเทศ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า

“เป็นที่ประจักษ์ทั่วกันแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ทรงเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชนบท และทรงใช้วิธีแก้ปัญหาโดยรวม พระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์นั้น แสดงถึงพระราชปณิธาน ในการให้สิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งรวมถึงที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ตลอดเวลากว่า ๕ ทศวรรษของการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมพื้นที่เกือบทุกแห่งในประเทศไทย และทรงริเริ่มโครงการพัฒนาต่างๆ มากกว่า ๒,๐๐๐ โครงการ เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ในบรรดาโครงการเหล่านี้ มีโครงการจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนา และการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใฝ่พระทัยในการพัฒนาประเทศ นับตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราช เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ ทรงเป็นผู้นำในการประยุกต์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาชนบทโดยเฉพาะ แม้ว่าพระองค์จะมิได้ทรงสำเร็จการศึกษา จากสถาบันวิศวกรรมแห่งใดแห่งหนึ่ง อย่างเป็นทางการก็ตาม พระราชกรณียกิจของพระองค์ ล้วนแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์ และทักษพิสัยเชิงช่างเช่นวิศวกร จนกระทั่งปัจจุบันพระราชกรณียกิจ ด้านการประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร ์และวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศมีจำนวนเหลือคณานับ...”

สถาบันฯ ได้สดุดีพระเกียรติคุณโดยกล่าวถึงพระราชกรณียกิจในการแก้ปัญหาของอาณาประชาราษฎร์ ทั้งปัญหาในการดำรงชีพ การพัฒนาอาชีพเกษตรแบบยั่งยืนของราษฎรในชนบท โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำและดิน การแก้ปัญหาสภาวะแวดล้อมเสื่อมโทรม รวมทั้งการแก้ปัญหาของประชาชนในชุมชนเมือง เช่น ปัญหาการจราจร ปัญหาน้ำเน่าเสีย และอื่นๆ อีกมากซึ่งการพัฒนาและการแก้ปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์ประกอบพระราชวินิจฉัย และประกอบการดำเนินงานตลอดมา พระราชกรณียกิจทั้งปวงประสบผลสัมฤทธิ์สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรได้


 

ทรงริเริ่มให้โรงเรียนไกลกังวล ที่หัวหินซึ่งอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นศูนย์ระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม


นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ แก่การศึกษาด้านวิศวกรรมเป็นอย่างดียิ่ง ได้พระราชทุนการศึกษาต่อแก่บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ พระราชทานทุนเพื่อส่งเสริมการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์และสาขาวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำความรู้มาช่วยแก้ปัญหาทำให้ตรงกับความต้องการของประชาชนและสังคมไทย

ด้วยตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชกรณียกิจด้านวิศวกรรมโยธา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สภาสถาบันวิศวกรโยธาแห่งสหราชอาณาจักร จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย “สมาชิกภาพ วุฒิวิศวกรกิตติมศักดิ์” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏ และเป็นมงคลประวัติแก่สถาบันวิศวกรโยธาแห่งสหราชอาณาจักรสืบไป

พระอัจฉริยภาพด้านการช่างหรือวิศวกรรมศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ฉายแววให้บุคคลรอบข้างได้ประจักษ์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานสัมภาษณ์ เกี่ยวกับการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดงานช่างวิศวกรรมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ว่า

“ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเด็กๆ นั้น ท่านมีความสนพระทัยในงานช่างมาก

สมัยที่ท่านอยู่ประถมต้นที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น เขามีวิธีการสอนเด็ก ยกตัวอย่างเช่น การวาดรูปภาพให้เข้าใจเรื่องเส้นเรื่องฟอร์มของรูปนั้น มีแบบฝึกหัดอยู่อันหนึ่ง ครูจะวาดรูปทรงกลม ทรงรี หรือรูปต่างๆ บนกระดาษแล้วลบทิ้ง แล้วให้เด็กจำแล้ววาดตาม เริ่มจากง่ายแล้วยากขึ้นๆ ทุกที เวลายากๆ ท่านบอกว่าบางทีเพื่อนทั้งชั้นทำไม่ได้ แต่ท่านทำได้ เพราะมีนิสัยทางด้านนี้”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงเล่าด้วยว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเยาว์ มีพระราชประสงค์จะได้วิทย ุต้องทรงร่วมทุนกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซื้อชิ้นส่วนวิทยุมาประกอบประดิษฐ์ขึ้นทรงใช้เอง และขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง ๑๐ พรรษา บางครั้งทรงมีเงินเก็บจากค่าขนมไม่พอที่จะซื้อของที่มีพระราชประสงค์ ก็ทรงใช้พระปรีชาสามารถทางการช่างแก้จักรเย็บผ้าให้พระพี่เลี้ยง จึงทรงได้เงินค่าแก้จักรมาใช้ตามพระราชประสงค์ (ในหลวง นายช่างใหญ่ของแผ่นดิน ๒๕๔๓)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงพระนิพนธ์เล่าว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเยาว์ โปรดการเล่นด้านช่าง เช่น ปั้นดินทำเป็นเขื่อนกักน้ำ

“ทางด้านการช่างต่างๆ จะเป็นด้านช่างกล ช่างไฟฟ้า หรือช่างวิทยุ ก็มีความเข้าใจตั้งแต่เล็กๆ” (เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์)




ทรงคิดประดิษฐ์เครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อถ่ายเทแก้ไขระบบน้ำเสียได้เป็นผลสำเร็จ และทรงจดลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย


ความสนพระราชหฤทัยใน “การช่าง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ทรงพระเยาว์ ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงเลือกศึกษาระดับอุดมศึกษาในแขนงวิชาที่โปรด คือวิทยาศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน รัฐสภาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ขณะนั้นมีพระชนมพรรษา ๑๙ พรรษา เมื่อเสด็จดำรงสิริราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเปลี่ยนแปลงแขนงวิชาที่กำลังทรงศึกษา จากวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่โปรด ไปทรงศึกษาวิชากฎหมายและรัฐศาสตร์ เพื่อให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่การปกครองประเทศในอนาคต แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งความสนพระราชหฤทัยในด้านการช่างวิศวกรรมศาสตร์

ระหว่างที่ทรงศึกษา ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงมีห้องปฏิบัติการช่างส่วนพระองค์ ณ พระตำหนักวิลลาวัฒนา ทรงมีฝีพระหัตถ์เป็นเยี่ยมทั้งด้านช่างไม้ ช่างโลหะ ช่างกล ซึ่งเป็นพื้นฐานงานด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้เคยทรงจำลองเรือรบศรีอยุธยาไว้ในระหว่างเสด็จนิวัติพระนครก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งต่อมา เจ้าพระยารามราฆพได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน นำไปประมูลหาทุนบำรุงโรงพยาบาลรปราบวัณโรค ได้เงินถึง ๒๐,๐๐๐ บาท

ต่อมา เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ในระยะแรกๆ โปรดกีฬาเรือใบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์โดยทรงใช้วิชาช่างไม้ ต่อเรือใบขึ้นเอง และทรงใช้เรือที่ทรงต่อเองนี้เข้าแข่งขันกีฬาเรือใบ ชนะเลิศรางวัลเหรียญทอง ในกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๔ เมื่อพ.ศ.๒๕๑๐

พระปรีชาสามารถด้านการช่าง ได้เจริญก้าวหน้าพร้อมกับที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาตลอดมา ทรงใช้วิชาช่างวิศวกรรมขยายออกไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแผ่นดิน เมื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค ได้ทอดพระเนตรเห็นความยากจนข้นแค้นของราษฎร เพราะขาดความรู้ ด้อยโอกาสในการรับบริการจากรัฐ สภาพภูมิประเทศแห้งแล้ง ขาดแคลนที่ดินที่อุดมและแหล่งน้ำ สภาวะแวดล้อมเสื่อมโทรม เพราะทรัพยากรธรรมชาติถูกใช ้และถูกทำลายไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เกิดอุทกภัยในฤดูฝน และแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมทั้งปัญหาของชุมชนเมือง ซึ่งแม้จะมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ต้องประสบปัญหาอันเนื่องมาจากความอัดแอ คุณภาพชีวิตเสื่อมโทรม ประชาชนสร้างปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ ปัญหาสุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่และการเติบโตของเมืองอย่างไร้ระเบียบ ขาดแคลนระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอนามัย ปัญหาน้ำท่วม น้ำขัง น้ำเสีย และปัญหาจราจร เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีน้ำพระทัยและพระปรีชาญาณสุขุมคัมภีรภาพ นอกจากพระวิริยอุตสาหะที่จะทรงแก้ปัญหาให้แก่พสกนิกรแล้ว ยังทรงอดทน แม้ต้องใช้เวลายาวนานในการแก้ปัญหา ก็มิได้ทรงท้อถอย ทรงมุ่งมั่นและรอคอยผลสัมฤทธิ์ ที่จะอำนวยประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎร์ เช่น ทรงระดมผู้รู้จากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมตัดสินแก้ไข โปรดให้ “ทดลอง” โครงการต่างๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม ประมง ป่าไม้ ในบริเวณพระราชวังสวนจิตรลดา และทรงก่อตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนา” ขึ้น ๖ แห่งทั่วประเทศ เพื่อค้นคว้าศึกษาและทดลองการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ให้สามารถแก้ปัญหาโดยเหมาะสมแก่สภาพความเป็นอยู่ สภาพภูมิประเทศ เป็นประเพณีและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งทรงก่อตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” เพื่อร่วมศึกษาและแก้ปัญหาต่างๆ ของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ทั้ง “หลักวิชา” ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และ “ตัวบุคคล” เป็นเครื่องมือในการดำเนินการโครงการพัฒนาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง “หลักวิชา” คือเทคโนโลยีอันทันสมัย ในการปรับปรุงดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศ และประชาชนส่วนรวมให้มากที่สุด รวมทั้งหลักวิชาด้านศีลธรรมจรรยาที่จะกล่อมเกลาให้ “บุคคล” มีปัญญามีความแน่วแน่ในการทำการงานได้สำเร็จ โดยประพฤติตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และเป็นผู้มีความชำนาญตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพ ซึ่งได้แก่หลักวิชาด้าน “วิศวกรรมศาสตร์” นั่นเอง (ในหลวง นายช่างใหญ่ของแผ่นดิน)

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมสืบทอดมายาวนานกว่า ๗๐๐ ปี เห็นได้ชัดจากการที่เกษตรกรไทยทำไร่นา ปลูกข้าว เป็นผลิตผลส่งออกไปเลี้ยงชาวโลกเป็นอันดับหนึ่ง แต่เกษตรกรของไทยยังยากจนลำเค็ญ ก็เนื่องมาจากขาดการพัฒนาที่เหมาะสม และต้องใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือสำคัญ คือต้องรอฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ปีใดฝนแล้ง ก็ทำการเกษตรไม่ได้ผล ราษฎรขาดรายได้ พื้นดินก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน เพราะการขาดความรู้ในการบำรุงรักษาแหล่งน้ำและพื้นดิน จึงเกิดปัญหาการทำกินไม่พอเลี้ยงชีพ เกิดปัญหายากจนขาดแคลนไปทั่วทุกภูมิภาคชนบท



 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 
Back to top