Home Webboard ArticlesKnowledges  

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง  (อ่าน 23370 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Global Moderator
  • *
  • กระทู้: 5547
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 2148
    • SMFjusthost.com

อ้างถึง
ขอบพระคุณแหล่งที่มาของข้อมูล
และขออภัยที่ไม่สามารถระบุที่มาทั้งหมดได้ เพราะได้เก็บบทความเหล่านี้ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์นานมากแล้ว


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง






แม้จะไม่มีการยืนยันถึงข้อกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาบังคับ แต่เป็นอันเข้าใจกันว่า ทุกครั้งของการแสดงมหรสพนานาชนิดเสร็จสิ้น พวกเราชาวไทยทุกคนจะต้องพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการยืนตรงต่อบทเพลงสรรเสริญพระบารมี

เฉกเช่นเดียวกับในโรงภาพยนตร์ ก่อนที่หนังจะฉาย

แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่าระยะเวลาของการยืนสงบนิ่งเคารพต่อองค์ในหลวงของเราเพียงนาทีกว่าๆ นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายต่อหลายเรื่องทีเดียว...

*ที่มากับความหลากหลายในปัจจุบัน

แม้จะไม่สามารถระบุได้ถึงวันที่แน่นอน แต่ประมาณการกันว่า ที่มาของการให้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีภายในโรงภาพยนตร์นั้นเริ่มมีระเบียบออกมาตั้งแต่ปี 2478 โดยระยะแรกนั้นจะเป็นการเปิดหลังจากที่มีการจัดฉายภาพยนตร์ไปแล้ว ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเปิดก่อนที่หนังจะฉายเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว

ที่ผ่านมาเคยมีการพูดเสนอให้เลิกการเปิดเพลงสรรเสริญฯ ในโรงภาพยนตร์ โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันในโรงภาพยนตร์มีประเภทหนังหลายประเภท ทั้งเรตอาร์ (rate R sex) และความรุนแรง (violence) ซึ่งดูแล้วไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่เรื่องดังกล่าวก็หายไปเพราะไม่มีใครเห็นด้วย ปัจจุบันเข้าใจกันว่า การเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีนี้ไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้ทางโรงภาพยนตร์จะต้องทำ แต่ก็ได้กลายเป็น 'จารีต' ที่ผู้ประกอบการล้วนแล้วแต่ทำด้วยความจงรักภักดีกันทั้งสิ้น...

โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ เพลงสรรเสริญฯ เวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ชื่อชุด 'นิทรรศการ' เปิดมาเป็นคำถวายพระพร เป็นฉากเด็กยืนถวายพระพรหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ตัดเป็นภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ทรงเยี่ยมพสกนิกรตามภาคต่างๆ ภาพที่พระองค์ท่านให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในเรื่องการเกษตรเช่นเรื่องฝนเทียม ตอนท้ายภาพพสกนิกรมากมายยืนไหว้ถวายพระพร ภาพจะตัดสลับระหว่างภาพในหลวงกับประชาชน ภาพในหลวงจากพื้นดินแห้งแล้ง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ภาพในหลวง พื้นดินแห้งแล้ว มาเป็นภาพฝนตก

(เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จัดทำร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้เรียบเรียงดนตรี คือ บรูซ แกสตัน แห่งวงฟองน้ำ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2538 จัดทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อใช้ในโรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 4 เวอร์ชัน)

เอสเอฟ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2542 ได้เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ ทั้งหมดทั้งสิ้น 2 เวอร์ชัน ชุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด 'หยาดฝน' ที่เป็นเสียงดนตรีไทย ผู้เรียบเรียงดนตรีคือ บรูซ แกสตัน

เซ็นจูรี่ เครือใหม่ เปิดมาได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ได้มองเห็นอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงในการเป่าแซ็กฯ เพลงสรรเสริญฯ ชุดที่ใช้อยู่จึงเป็นชุดที่มีเสียงแจ๊ซเป็นดนตรีหลัก และไม่มีเสียงร้อง เรื่องการดำเนินภาพจะเป็นกรอบรูปที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันขึ้นมาทีละภาพ ซึ่งหนึ่งในรูปภาพเหล่านั้นมีภาพที่ในหลวงทรงกำลังเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ด้วย เสียงเป่าแซ็กฯ โดยเศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ แซ็กแมน เรียบเรียงโดย ปราชญ์ มิวสิค

ลิโด้, สยาม, สกาล่า เป็นโรงหนังในเครือเดียวกันเปิดทำการมาไล่เลี่ยกัน โดยเปิดมาได้ประมาณ 40 ปีแล้ว เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ มาแค่เพียง 2 เวอร์ชันเท่านั้น ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด 'จิ๊กซอว์' ที่มีภาพออกมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญฯ มีภาพในหลวงขึ้นมาเป็นภาพจิ๊กซอว์มาต่อกัน จะมีภาพพระองค์ท่านเสด็จไปสถานที่ต่างๆ แล้วภาพจะค่อยๆ เลื่อนมาเป็นจิ๊กซอว์รูปพระพักตร์ของในหลวง ผู้เรียบเรียงดนตรี บรูซ แกสตัน

โรงหนังเฮาส์ เพิ่งเปิดมาได้ปีครึ่ง เพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกับของโรงหนังลิโด้,สยาม และสกาล่า

สำหรับเครืออีจีวี ฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำเป็นกราฟิก ในหลวงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในรูปแบบต่างๆ ภาพการขึ้นครองราชย์ ท้ายสุดเป็นภาพเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ เสียงร้องเพลงสรรเสริญฯ นี้มาจากบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย อาทิ เจริญ วรรธนะสิน, อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส, ดร.อ้อ-กฤติกา คงสมพงษ์ และดีเจพีเค ซึ่งจะร้องกันคนละท่อน แล้วมีเสียงประสานของ นักร้องอินดี้อย่าง แพม-ลลิตา ตะเวทิกุล เป็นแบ็กกราวนด์

*ทำขึ้นเองโดยเฉพาะ-ซื้อสำเร็จรูป

เหตุผลของการเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันต่างๆนี้โดยมากเป็นเพราะว่าฟิล์มที่ใช้เก่าเกินไปทำให้ภาพที่ออกมาอาจจะไม่คมชัด จึงต้องมีการผลิตกันขึ้นมาใหม่ บางโรงภาพยนตร์ในสมัยปัจจุบันนี้ อาทิ เมเจอร์, อีจีวี และเซ็นจูรี่ จะมีเพลงสรรเสริญฯ ในเวอร์ชันที่เป็นของตัวเอง โดยมีทีมงานทำขึ้นให้โดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีเวอร์ชันของทั้ง 3 โรงที่ว่านี้จะไม่เหมือนใคร จะมีฉายเฉพาะในโรงของตัวเองเท่านั้น

แต่ก็มีโรงภาพยนตร์ไม่น้อยที่ฉายเพลงสรรเสริญฯ ในเวอร์ชันที่เหมือนกัน เนื่องจากทางโรงได้ไปขอซื้อฟิล์มจากบริษัทโปรดักชัน เฮาส์ที่เขาทำเพลงสรรเสริญขึ้นมาเพื่อไว้ขาย เช่นโรงของ ลิโด้,สกาล่า,เอสเอฟ หรือแม้แต่โรงหนังอินดี้อย่าง เฮ้าส์ก็ซื้อแบบสำเร็จรูปมาเช่นกัน

"บริษัทเราจะทำฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ ขึ้นมาขายเหมือนกับบริษัทที่ทำเทปเพลงหรือวีซีดี ,ดีวีดีนะค่ะ คือเราไม่ได้รับจ้างทำให้แก่โรงภาพยนตร์นั้นโรงภาพยนตร์นี้โดยเฉพาะ คือเราขายทั่วๆไปเจ้าของโรงภาพยนตร์ชอบแบบไหนเขาสนใจแบบไหนเขาก็ซื้อแบบนั้นไปใช้" ยุพาวดี ศรีสงวนสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และปฏิบัติการบริษัทโกลเด้นดั๊ก ฟิล์ม จำกัด บอกถึงจุดยืนของบริษัทตัวเอง

เธอเล่าต่อว่า อันที่จริงบริษัทของเธอทำธุรกิจเกี่ยวกับขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเครื่องฉายให้แก่โรงภาพยนตร์มาได้ 30 ปีแล้ว โดยเริ่มขายอะไหล่ให้แก่หนังกลางแปลงมาก่อน แล้วเมื่อ10 ปีก่อน โรงหนังเริ่มจะเข้ามาอยู่ในห้าง บริษัทของเธอจึงเริ่มนำแผ่นเครื่องเสียงดิจิตอลเข้ามาใช้ จะว่าไปธุรกิจของสาววัย 36 ปีคนนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตหนังหรือผลิตสื่ออะไรโดยตรงเลย จึงมีคำถามตามมาว่าเหตุใดเธอถึงหันมาทำเพลงสรรเสริญฯ เพื่อขายเหมือนอย่างทุกวันนี้?

"เหตุผลที่เราทำเพลงสรรเสิรญฯ ขึ้นมา เพราะตอนแรกเราคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นหนังกลางแปลงหรือโรงภาพยนตร์ เมื่อจะต้องฉายภาพยนตร์ด้วยกฎหมายที่ระบุว่า ต้องมีเพลงสรรเสริญฯ ก็เท่ากับว่าฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ เป็นของที่โรงภาพยนตร์ต้องใช้อยู่ตลอด ด้วยความที่ร้านเราขายของให้โรงหนังอยู่แล้วก็เลยต้องทำมันขึ้นมา ชุดแรกที่ทำก็เพื่อซัปพอร์ตกลางแปลง มันก็เหมือนกับเป็นของที่ขายหน้าร้านเราอย่างหนึ่งนะค่ะ"

แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ทุกโรงภาพยนตร์จำเป็นต้องใช้ แต่ยุพาวดีก็ไม่คิดทำฟิล์มสรรเสริญฯ เป็นสินค้าหลักของบริษัทด้วยเหตุที่ว่า...

"เราบอกไม่ได้หรอกนะค่ะว่า เราจะผลิตฟิล์มสรรเสริญฯ ออกมากี่ปีครั้ง หรือมีนโยบายการผลิตตรงนี้ยังไง เพราะเรียนตรงๆ ว่า ทำตรงนี้เราไม่ได้กำไรแน่ๆ บอกได้เลยว่าไม่คุ้มในเรื่องของต้นทุนการผลิต แต่ละตัวฟิล์มที่ขายไปเนี่ยไม่คุ้ม

"อีกอย่างตอนนี้โรงหนังหลักๆ แต่ละกรุ๊ป เขาก็มีเพลงสรรเสริญฯ เป็นของเขาเองด้วย จะเห็นว่า เพลงสรรเสริญฯ ของเมเจอร์จะไม่ไปฉายอยู่ในโรงอื่นๆ แน่นอน โรงภาพยนตร์ต่างๆ เขาก็มีคุณภาพกันมากขึ้น หนังกลางแปลงก็น้อยลง ฉะนั้นเราจึงไม่ทำฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ มาเป็นสินค้าหลักค่ะ"

ถึงจะเป็นสินค้าที่ไม่นำเงินมาให้แก่บริษัท แต่ยุพาวดีก็ยังคงเล่าถึงผลงานของตัวเองต่อไป ด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจ และปลื้มปีติอย่างที่สุด

"เราทำมาได้ 3 เวอร์ชันแล้วค่ะ ก็คือจะมีเวอร์ชั่นแรก สมัยโน้นเทคโนโลยียังไม่มาก มีแค่เฟดอัปเฟดดาวน์เท่านั้น มีภาพขึ้นมาสองภาพ ตอนนั้นทำเป็นสีซีเปียก็คือเป็นภาพที่มีทั่วไปของในหลวงตั้งแต่สมัยทรงพระเยาว์จนมาถึงในเรื่องของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ต่างๆ

"ต่อมาก็เป็นชุดใบโพธิ์ ซึ่งเมื่อก่อนเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์นำไปใช้ ตอนที่เขาไม่ได้ทำเวอร์ชันของเขาเอง ชุดนี้มีคอนเซ็ปต์ว่า ในหลวงเปรียบเหมือนกับเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนชาวไทยคือ มีถ่ายรูปต้นโพธิ์แล้วก็เจาะไปในใบโพธิ์แต่ละใบ ดูพระราชกรณียกิจของพรองค์ท่านว่า ทรงเหนื่อยเพื่อพสกนิกรขอย่างไร พระองค์ท่านเปรียบเหมือนเป็นต้นโพธิ์ต้นไทรให้แก่พสกนิกร"

เพลงสรรเสริญฯ ชุด 'ใบโพธิ์' นี้ถือว่าเป็นชุดบุกเบิกที่ทำให้ผู้ผลิตหลายๆ เจ้าต่างพยายามสร้างสรรค์คิดไอเดียในการนำเสนอเรื่องราวของในหลวงให้ออกมาให้คนทั่วไปได้ตระหนักและซาบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงอย่างแท้จริง โดย หม่อมยุพเยาว์ คันธาภัสระ จากบริษัทแมสโค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ครีเอทฟิล์มชุดนี้บอกว่า จุดแรกเริ่มที่คิดทำ เนื่องมาจากเมื่อก่อนเธอรู้สึกว่าคนไม่ค่อยให้ความสนใจกับเพลงสรรเสริญฯ มากนัก ไม่เข้าใจว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นมีความหมายอย่างไร เธอจึงได้สร้างให้เป็นเรื่องราวให้คนเข้าใจได้ง่ายว่า ในหลวงท่านทรงทำอะไรเพื่อประชาชนของพระองค์ท่านบ้าง ขึ้นมา หลังจากนั้นเราจึงได้เห็นเพลงสรรเสริญฯ ในหลากหลายรูปแบบที่มีความหมายต่างๆ นานมากขึ้น

ชุดที่โรงภาพยนตร์ใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่บริษัทได้จัดจำหน่ายก็เห็นจะเป็นชุด 'หยาดฝน' ที่เป็นเสียงดนตรีไทยจากหลากหลายอุปกรณ์ดนตรีในภาคต่างๆ ของไทยมารวมเข้าด้วยกัน

"ชุดหยาดฝน แรกสุดเป็นภาพเริ่มจากพื้นดินแห้งๆ แล้วหลังจากนั้นก็คือในรูปเล็กๆในหยาดฝนแต่ละเม็ดที่ตกลงมาก็คือภาพพระราชกรณียกิจของในหลวงที่ท่านไปดูแลในเรื่องชลประทาน เรื่องของการทำยังไงให้ป่าอุดมสมบูรณ์ให้มีน้ำมีฝน คอนเซ็ปต์ตรงนี้เรามองว่าในหลวงท่านทำงานเน้นในเรื่องการเกษตรกรรม พระองค์ท่านช่วยดูแลและพัฒนาจากความแห้งแล้งจนทำให้ประเทศไทยเราอุดมสมบูรณ์มีฝนตกมีน้ำไหลในทั่วทุกที่นะค่ะ"

เธอขยายความ และอธิบายเบื้องหลัง ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำหนังเพลงสรรเสริญฯ ชุดนี้ว่า

"อย่างแรกสุด ก็ดูที่สตอรี่บอร์ด ดูคอนเซ็ปต์ของหนังว่าเป็นยังไง หลังจากนั้นดูว่า เป็นเพลงประเภทไหนทำนองยังไง เราอยากจะหาใครที่มาเป็นคนทำเนื้อร้องหรือทำนอง สมมติว่าเราอยากได้เพลงบรรเลง พอดีบริษัทเราได้มอบให้อาจารย์บรูซ แกสตั้นทำ อาจารย์เขาก็จะบรรเลงเพลงตรงนี้ให้อยู่ในคอนเซ็ปต์ซึ่งท่านอาจจะมีลูกเล่นอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าจะไปแปลงจนเกินไปมันก็คงไม่ใช่ เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเพลงสรรเสริญฯ เขาจะรู้กฎเกณฑ์อยู่แล้วว่าจะต้องไม่ให้เกิดอะไรที่เป็นการผิดหรือลบลู่ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพนะค่ะ ซึ่งอาจารย์บรูซก็จะทราบสโคปของท่านดีว่า ทำได้แค่ไหนให้ไม่ผิดเพี้ยน หรือถ้าสมมติว่าเราอยากได้เสียงร้อง ท่านก็จะจัดธีมของเพลงเลือกสรรมาให้เรา แล้วเราจะดูว่าเพลงที่ได้เข้ากับสตอรี่บอร์ดมั้ย ถ้าเข้ากันเราถึงจะดำเนินการ"

ทั้งนี้เรื่องของการทำฟิล์มเพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ต้องมีการผ่านกองเซ็นเซอร์แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องทำจดหมายส่งไปที่สำนักพระราชวังเพื่อขอใช้พระบรมฉายาลักษณ์ต่างๆ หรืออาจจะขอคัดพระบรมฉายาลักษณ์เท่านั้น

*** ล้อมกรอบ ***

โอกาสในการบรรเลงเพลง "เพลงสรรเสริญพระบารมี"

1. พิธีการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหรือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จพระราชดำเนิน ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีทั้งรับและส่งเสด็จฯ

2. พิธีการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยประมุขต่างประเทศ ให้ดุริยางค์บรรเลงเพลงชาติของประเทศนั้น จบแล้วบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีทั้งรับและส่งเสด็จฯ ในกรณีที่ประมุขต่างประเทศเสด็จฯ หรือไปตามลำพัง ดุริยางค์บรรเลงเพลงชาติของประเทศนั้น

3. พิธีการที่สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนิน ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีทั้งรับและส่งเสด็จฯ

4. พิธีการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีทั้งรับและส่งเสด็จฯ

5. พิธีการที่ผู้แทนพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในงานเสด็จพระราชดำเนิน

6. ถ้าผู้แทนพระองค์คือสมเด็จพระบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระบรมราชวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า หรือพระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อผู้แทนพระองค์เสด็จมาถึง ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย และเมื่อผู้แทนพระองค์ประทับเรียบร้อยแล้ว ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดงาน เมื่อปิดงาน ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเมื่อผู้แทนพระองค์เสด็จกลับดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย

5. ถ้าผู้แทนพระองค์เป็นบุคคลอื่น เมื่อผู้แทนพระองค์มาถึง ดุริยางค์ไม่บรรเลงเพลงใด ๆ และเมื่อผู้แทนพระองค์นั่งเรียบร้อยแล้ว ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดงาน เมื่อปิดงาน ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเมื่อผู้แทนพระองค์กลับ ดุริยางค์ไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ




ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Global Moderator
  • *
  • กระทู้: 5547
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 2148
    • SMFjusthost.com
 เพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนังคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่ง 


งานศิลปะชิ้นหนึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของมันอีกต่อไป นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมตลอดทั้งปีนิตยสารอย่าง Time หรือ Wired จึงยืนยันเสมอว่า หนังเรื่องหนึ่งนั้นเราได้ดูอยู่แล้วตามสนามบิน ในห้องน้ำและสี่แยกบนท้องถนน รวมถึงที่อื่นๆ

พอหยิบเอามุมมองนี้มาคิด ผมกับคิดว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่เราได้ดูอยู่เสมอๆ เวลาเข้าโรงหนัง และเราไม่ค่อยได้ฉุกคิดว่า นี่คือหนังเช่นกัน ก็คือ “เพลงสรรเสริญพระบารมี” ซึ่งมีพลังบางอย่างให้ภาคภูมิใจในสิ่งที่เห็นบนจอ

ผมเคยคิดว่าน่าจะมีใครรวบรวมเวอร์ชั่นต่างๆ ทุกวอร์ชั่นของเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง และจัดเป็นนิทรรศการ เพราะภาพหลายๆ ภาพ หรือคำหลายถ้อยคำที่เรียงร้อยเล่าเรื่องราวนั้น ในทางของหนังก็คือ Film หรือ Cinema เรื่องหนึ่ง

มีหลายเวอร์ชั่นที่ชอบนะครับ ตั้งแต่เวอร์ชั่นเล่นอังกะลุงบรรเลง แต่ที่ชอบมากกว่าทุกเวอร์ชั่นที่ผ่านไปไม่นานนัก

เวอร์ชั่นที่หนึ่งคือ เพลงสรรเสริญฯ ที่มีเสียงผู้หญิงเป็นผู้ขับร้องกับดนตรีคลอเบาๆ และบนจอหนังมีภาพวิดีโอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และภาพพระราชจริยวัตรต่างๆ ของพระองค์




ภาพหนึ่งที่โดดเด่นมากก็คือ ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งกราบที่พระบาทของพระองค์และพระองค์ทรงลูบพระหัตถ์ไปที่ศีรษะของหญิงคนนั้น ทรงแย้มพระโอษฐ์ หรือภาพที่พระองค์ทรงผนวช ภาพที่พระองค์ฉายภาพร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ที่ยังทรงพระเยาว์

ผมคิดว่าคนที่คิดคอนเซ็ปต์โดยเอาภาพตอนที่พระองค์ทรงงานในแบบต่างๆ มานั้นเก่งทีเดียว เพราะซีเควนซ์ของภาพเหล่านี้ยังมีคำต่างๆ มาเสริม เราเข้าใจว่า ถึงแม้พระเจ้าอยู่หัวของเราจะเป็นในหลวง เป็นเสด็จพ่อ แต่พระราชกรณียกิจต่างๆ นั้นก็คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรมีหน้าที่ต่อกัน ทั้งหน้าที่ต่อธรรมชาติและหน้าที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

อีกช็อตหนึ่งที่ผมจำไม่ผิดก็คือ มีภาพของเด็กๆ ชนเผ่า และมีคำขึ้นว่า “ลูกหลานของพ่อ” ใบหน้าของเด็กๆ สะท้อนถึงความซื่อใสบริสุทธิ์ภายใต้เสื้อผ้าที่เก่าและฉีกขาดรู้สึกว่าเวอร์ชั่นที่เปรียบเทียบสิ่งต่างๆ นั้นผมเห็นในโรงหนังเครือเมเจอร์ฯ และนำเสนออยู่พักใหญ่ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นเวอร์ชั่นใหม่ๆ แต่ดูอย่างไรผมก็ชอบเวอร์ชั่นนี้มากที่สุด น่าเสียดายเหมือนกัน แต่ก็มีข่าวว่ามีโรงหนังบางแห่งยังเปิดเวอร์ชั่นนี้อยู่


เพลงสรรเสริญในโรงหนังนั้น นอกจากจะทำหน้าที่เหมือนหนังที่มีไวยากรณ์หลากหลายยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งแล้ว เพลงสรรเสริญยังบอกอะไรกับเราอีกบ้าง

ผมเคยทำตัวไม่ดีคือ พอเพลงยังไม่จบทำนองดีก็โค้งและรีบนั่ง แต่แล้ววันหนึ่งระหว่างไปดูกับกลุ่มคนทำงานวิจารณ์หนังด้วยกัน วันนั้นเราไปกัน 7 คน เป็นนักวิจารณ์หนังหมด มาจากหลายๆ ที่แต่เป็นเพื่อนๆ โดยมีคุณกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน อาจารย์ของนักวิจารณ์ หรือจะเรียกว่าครูใหญ่ของพวกเราก็ไม่ผิดร่วมอยู่ด้วย

ผมสังเกตว่าตอนที่ ตัวเองนั่งก่อนดนตรีจบนั้น อ. กิตติศักดิ์ ยังยืนโค้งอย่างสวยงามอยู่เลย สิ่งนี้ทำให้ผมเกิดความละอายใจและคิดว่า ขนาดอาจารย์ของเราอายุไม่น้อยและเป็นผู้อาวุโส ท่านยังยืนจนภาพหายลับไปจากจอ ค่อยโค้งคำนับช้าๆ แล้วถึงนั่งลง แสดงถึงสิ่งที่ อ. กิตติศักดิ์ รักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เราซึ่งเป็นเด็กรุ่นหลัง เป็นคนรุ่นใหม่ควรอย่างยิ่งที่จะไม่รีบร้อนนั่งลงบนเก้าอี้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เวลายืนในช่วงเพลงสรรเสริญดังในโรงหนังนั้น ผมเลยตั้งใจที่จะให้เพลงและภาพจางหายไปจากจอก่อนก็เพราะว่าได้เรียนรู้อะไรบางอย่างมาจากอาจารย์ที่เคารพและนับถือ

เคยมีคนถามว่า เพลงสรรเสริญควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชั่นและดนตรีอยู่เรื่อยๆ มั้ย ผมว่าคำถามนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงขัดแย้ง และแน่นอนว่าแนวคิดของคำตอบก็คงแบ่งออกเป็นสองอย่าง เหมือนการเปลี่ยนเพลงชาติก่อนหน้านี้

ผมไม่ซีเรียสถ้าจะสร้างดนตรีหรือท่วงทำนองใหม่ๆ ขึ้นมารองรับ เพราะผมคิดว่าเพลงสรรเสริญ หรือแม้แต่เพลงชาติของเราเองนั้น มีเนื้อหาที่แข็งยู่แล้ว มีถ้อยคำที่ละเอียดอ่อนและยิ่งใหญ่ มีพลัง จึงไม่น่าจะไปเปลี่ยนอะไรอีก

ขณะที่การสร้างท่วงทำนอง หรือการใช้ดนตรีนั้น เราน่าจะเปิดใจกว้างขึ้น อย่างสมัยก่อนมีการใช้อังกะลุง ก็มีคนชอบเยอะ พอต่อมามีการใช้อะคูสติกและต่อด้วยการร้องด้วยพลังของเสียงที่เด่นกว่าดนตรี ก็มีคนชอบอีก นี่เป็นการบอกว่าถ้าเรามีเนื้อหาที่ดีการใช้หรือให้โอกาสท่วงทำนองที่มาจากชิ้นดนตรีอื่นๆ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่าไม่ดี

แต่แน่นอนว่า เราไม่ควรเปลี่ยนเวอร์ชั่นดนตรีอยู่ตลอดเวลาหรือบ่อยเกินไป เพราะทุกเวอร์ชั่นนั้นดีอยู่แล้ว ของดีๆ เราควรจะให้คนไทยเสพและสัมผัสความสวยงามของเพลงและภาพ


ที่สำคัญที่สุด รู้สึกโชคดีและภาคภูมิใจความเป็นคนไทยของตัวเราเอง

ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Global Moderator
  • *
  • กระทู้: 5547
  • เห็นด้วย&ขอบคุณ: 2148
    • SMFjusthost.com
เพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์


มีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งสำหรับการแสดงมหรสพทุกชนิดนั่นคือ จะต้องพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการยืนตรงต่อบทเพลงสรรเสริญพระบารมี เฉกเช่นเดียวกับในโรงภาพยนตร์ ก่อนที่หนังจะฉาย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบมาก่อนว่า ช่วงระยะเวลาของการยืนสงบนิ่งต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เพียงแค่นาทีกว่า ๆ นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย

คุณโดม สุขวงศ์ จาก หอภาพยนตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ธรรมเนียมการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย น่าจะมีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงภาพยนตร์แล้ว โดยเฉพาะโรงหนังญี่ปุ่นหลวง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกในสยาม และเป็นโรงแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดิน

ธรรมเนียมนี้อาจได้แบบอย่างมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมืองสิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในปกครองของอังกฤษ มีการฉายพระบรมรูปพระราชินีอังกฤษและบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี คือเพลง “God Save the Queen ; ก็อด เซฟ เดอะ ควีน” เมื่อจบรายการฉายภาพยนตร์ ให้ผู้ชมยืนถวายความเคารพ

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสชวา เมื่อ พ.ศ. 2439 มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บรรจบกัน 2 ประการ คือ ได้ทอดพระเนตรประดิษฐกรรมผลิตภาพยนตร์ที่พระตำหนักเฮอริเคนเฮาส์ เมืองสิงคโปร์ และการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญจักรพรรดิมาลาแก่ผู้แต่งทำนองเพลงสรรเสริญพระบารมีถวาย ชื่อ มิสเตอร์ ยี.เอช. แวนสัชเตเลน ที่เมืองดยกชาการ (อ่านว่า ดะ-ยก-ชา-การตา) หรือจาร์การตาในปัจจุบัน

เมื่อเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว พระองค์โปรดเกล้า ฯ ให้ มิสเตอร์ เฮวุดเซน ครูแตรทหารมหาดเล็ก แต่งทำนองเพลงคำนับรับเสด็จอย่างเพลง God Save the Queen โดยพระราชทานทำนองเพลงที่นายแวนสัชเตเลนแต่งให้ นายเฮวุดเซนได้นำทำนองเพลงนั้นมาปรับปรุงเรียบเรียงขึ้นใหม่จนเป็นต้นเค้าของทำนองเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้อยู่ โดยบทที่บรรเลงในปัจจุบัน สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์คำร้อง ส่วนทำนองประพันธ์โดย นายปโยตร์ สซูโรฟสกี้ ชาวรัสเซีย

ต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงแก้คำในวรรคสุดท้าย จาก “ดุจจะถวายชัย ฉะนี้” เป็น “ดุจจะถวายชัย ไชโย” และประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456

เพลงสรรเสริญพระบารมีนี้เอง ที่ภายหลังเมื่อมีภาพยนตร์เข้ามาฉายในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนังเงียบ ซึ่งจะต้องมีแตรวงหรือวงเครื่องสายผสมทำการบรรเลงดนตรีประกอบการฉาย วงดนตรีดังกล่าวจึงได้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อถวายความเคารพเมื่อภาพยนตร์ฉายจบ โดยในช่วงแรก ๆ เป็นการบรรเลงแต่เพียงอย่างเดียว ต่อมาจึงมีผู้ผลิตกระจกที่เป็นพระบรมรูปของพระเจ้าแผ่นดิน หรือ แลนเทิร์น สไลด์ (Lantern Slide) โดยทำการฉายกระจกพระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดินขึ้นบนจอด้วย และถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมทั่วทุกโรงภาพยนตร์ในสยาม โดยมิได้มีกฎหมายบังคับแต่อย่างใด แต่ในที่สุดก็มีระเบียบออกมาบังคับใช้ เมื่อ พ.ศ. 2478 พอเข้าสู่ยุคภาพยนตร์เสียงในฟิล์มแล้ว โรงภาพยนตร์ทุกโรงก็ยังคงฉายสไลด์พระบรมรูปและเปิดแผ่นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี

ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นการฉายสไลด์พระบรมฉายาลักษณ์และเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนการฉายภาพยนตร์ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการจัดทำเป็นภาพยนตร์พระราชกรณียกิจฉายประกอบเพลง และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอก็มีความแตกต่างกันไปอีกด้วย

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการฉายสไลด์พระบรมรูปพร้อมกับเปิดแผ่นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีในยุคนั้นว่า มีเจ้าของโรงภาพยนตร์บางแห่งไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ โดยการนำรูปของบุคคลอื่น เช่น ผู้นำชาติอื่น ๆ หรือผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ มาฉายพร้อมกับเปิดเพลงและมีถ้อยคำปลุกใจให้ผู้ชม ซึ่งผิดธรรมเนียมปฏิบัติและไม่สมควรอย่างยิ่ง จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาตรวจสอบโรงภาพยนตร์อยู่เนือง ๆ

นอกจากนี้ ยังเคยมีบุคคลบางคนได้เสนอแนะให้ยกเลิกการฉายภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ โดยให้เหตุผลว่า มีโรงภาพยนตร์บางแห่งได้ฉายภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะหนังที่มีเนื้อหาลามกอนาจาร หรือเนื้อหาที่มีความรุนแรง ซึ่งดูแล้วไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่เรื่องดังกล่าวก็หายไปเพราะไม่มีใครเห็นด้วย ปัจจุบันถือว่า การฉายภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมี ถือเป็นระเบียบที่ทางโรงภาพยนตร์จะต้องถือปฏิบัติ และได้กลายเป็น “จารีต” ที่ผู้ประกอบการล้วนแล้วแต่ทำด้วยความจงรักภักดีกันทั้งสิ้น

เมื่อกล่าวถึงภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น เป็นการผลิตขึ้นแบบสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายให้กับโรงภาพยนตร์หรือบริการภาพยนตร์กลางแปลง ซึ่งมีบริษัท โกลเด้นดั๊ก ฟิล์ม จำกัด เป็นผู้ผลิต โดยก่อนหน้านี้เคยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับเครื่องฉายภาพยนตร์ให้กับบริการภาพยนตร์กลางแปลง ชื่อ ร้านเป็ดทอง บริเวณอาคารบำเพ็ญบุญ ด้านข้างโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง มาหลายสิบปี ปัจจุบันยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งเจ้าของบริการภาพยนตร์กลางแปลงทั่วประเทศต้องรู้จักร้านนี้กันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนนำเข้าเครื่องเสียงและเครื่องฉายสำหรับโรงภาพยนตร์ระบบมัลติเพล็กซ์อีกด้วย

ภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ผลิตในชุดแรกนั้นยังเป็นภาพแบบสองภาพและใช้เทคนิคแบบซ้อนภาพหรือดิสโซลฟ์ (Dissolve) ส่วนพื้นแบ็คกราวนด์จะเป็นสีออกโทนน้ำตาลหรือซีเปีย โดยเป็นภาพที่มีทั่วไปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่สมัยทรงพระเยาว์จนมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ ในขณะนั้นการผลิตภาพยนตร์ชุดนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคที่ซับซ้อนมาก

ชุดที่สองที่ผลิตออกมา มีชื่อว่า “ใบโพธิ์” ซึ่งมีแนวคิดว่า ในหลวงเปรียบเสมือนเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนชาวไทย โดยได้นำเสนอเป็นรูปต้นโพธิ์แล้วก็เจาะไปในใบโพธิ์แต่ละใบพร้อมกับนำเสนอพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านว่า ทรงเหนื่อยเพื่อพสกนิกรอย่างไร

ภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมี ชุด “ใบโพธิ์” ชุดนี้ กลายเป็นชุดที่บุกเบิกที่ทำให้ผู้ผลิตหลาย ๆ แห่งต่างพยายามสร้างสรรค์คิดไอเดียในการนำเสนอเรื่องราวของในหลวงให้ออกมาให้ผู้ชมและคนทั่วไปได้ตระหนักและซาบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงอย่างแท้จริง โดย หม่อมยุพเยาว์ คันธาภัสระ จาก บริษัท แมสโค จำกัด ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ฟิล์มชุดนี้ โดยกล่าวว่า “จุดแรกเริ่มที่คิดทำ เนื่องมาจากเมื่อก่อนเธอรู้สึกว่าคนไม่ค่อยให้ความสนใจกับเพลงสรรเสริญ ฯ มากนัก ไม่เข้าใจว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นมีความหมายอย่างไร เธอจึงได้สร้างให้เป็นเรื่องราวให้คนเข้าใจได้ง่ายว่า ในหลวงท่านทรงทำอะไรเพื่อประชาชนของพระองค์ท่านบ้าง” สำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี ชุด “ใบโพธิ์” นี้ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์ได้นำไปใช้ ก่อนที่จะมีรูปแบบที่เป็นของตัวเองในภายหลัง

ส่วนชุดที่สามล่าสุด มีชื่อว่า “หยาดฝน” ซึ่งบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยเสียงดนตรีไทยจากหลากหลายอุปกรณ์ดนตรีในภาคต่าง ๆ ของไทยมารวมเข้าด้วยกัน จากการสร้างสรรค์ของ อาจารย์บรูซ แกสตัน โดยนำเสนอเป็นภาพเริ่มจากพื้นดินแห้ง ๆ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นรูปเล็ก ๆในหยาดฝนแต่ละเม็ดที่ตกลงมาก็คือภาพพระราชกรณียกิจของในหลวงที่ท่านไปดูแลในเรื่องชลประทาน เรื่องของการทำยังไงให้ป่าอุดมสมบูรณ์ให้มีน้ำมีฝน โดยมีมุมมองว่าในหลวงท่านทำงานเน้นในเรื่องการเกษตรกรรม พระองค์ท่านช่วยดูแลและพัฒนาจากความแห้งแล้งจนทำให้ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์

นอกเหนือจาก บริษัท โกลเด้นดั๊ก ฟิล์ม จำกัด จะเป็นผู้ผลิตแล้ว ยังมีองค์กรหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานสำหรับในโรงภาพยนตร์เป็นการเฉพาะ ไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด ซึ่งหลายเวอร์ชั่นที่จะกล่าวต่อไปนี้ คงเคยได้เห็นกันมาบ้าง

ชุด จิ๊กซอว์ เป็นการนำเสนอเพลงสรรเสริญพระบารมี แบบขับร้องประสานเสียงด้วยวงออร์เคสตรา พร้อมภาพในหลวงขณะเสด็จไปสถานที่ต่าง ๆ ขึ้นมาเป็นภาพจิ๊กซอว์มาต่อกัน จนกระทั่งเมื่อใกล้จะจบเพลงแล้วภาพจะค่อย ๆ เลื่อนมาเป็นจิ๊กซอว์รูปพระพักตร์ของในหลวง ซึ่งเรียบเรียงดนตรีโดย อาจารย์บรูซ แกสตัน ผลิตโดยบริษัท โปรดักชั่น เฮาส์ ซึ่งโรงภาพยนตร์ที่ฉายได้แก่ สยาม , ลิโด้ , สกาล่า , เฮาส์ และในต่างจังหวัด

ชุด ดนตรีแจ๊ส ฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัย ฯ เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ได้มองเห็นพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงในการเป่าแซ็กโซโฟน ดังนั้นเพลงสรรเสริญ ฯ ชุดที่ใช้อยู่จึงเป็นชุดที่มีเสียงแจ๊สเป็นดนตรีหลัก และไม่มีเสียงร้อง การนำเสนอจะเป็นกรอบรูปที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันขึ้นมาทีละภาพ และหนึ่งในรูปภาพเหล่านั้นมีภาพในหลวงทรงเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ด้วย สำหรับเสียงเป่าแซ็กโซโฟนเป็นเสียงของเศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ แซ็กแมน เรียบเรียงโดย ปราชญ์ มิวสิค

ชุด นิทรรศการ ฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ ซึ่งนำเสนอเป็นภาพพระฉายาลักษณ์ที่เป็นกรอบรูปภาพพระราชกรณียกิจต่างที่พระองค์ท่านเสด็จ ฯ ซึ่งติดตามฝาผนัง รวมถึงปฏิทิน ในตอนท้ายจะเป็นภาพพสกนิกรมากมายยืนไหว้ถวายพระพร และจบลงที่การจุดเทียนชัยถวายพระพรที่ท้องสนามหลวง ในส่วนของเพลงสรรเสริญพระบารมีจะเป็นการประสานเสียง โดยเริ่มต้นเป็นเสียงเด็กผู้ชายร้องในท่อนแรก สำหรับชุดนี้ ทางเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดทำ เรียบเรียงดนตรีโดย อาจารย์บรูซ แกสตัน

ส่วนโรงภาพยนตร์เครืออีจีวี จะนำเสนอโดยทำเป็นภาพกราฟฟิคพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรูปแบบต่าง ๆ ภาพการขึ้นครองราชย์ ท้ายสุดเป็นภาพเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ สำหรับเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีชุดนี้ มาจากบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย อาทิ เจริญ วรรธนะสิน , สิริยากร พุกกะเวส, ดร.อ้อ-กฤติกา คงสมพงษ์ และดีเจพีเค ซึ่งจะร้องกันคนละท่อน ประกอบกับเสียงประสานของแพม-ลลิตา ตะเวทิกุล

สำหรับโรงภาพยนตร์เครือ เอสเอฟ ใช้ชุด “หยาดฝน”

นอกจากนี้แล้ว ยังมีภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมีซึ่งเพลงสรรเสริญ ฯ จะอยู่ในชุด “เพลงแห่งชาติ” ซึ่งบรรเลงโดย “บางกอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า” เป็นแบบบรรเลงวงใหญ่และแบบเครื่องสายอย่างละชุด ออกฉายเมื่อประมาณ พ.ศ. 2539

สำหรับการผลิตฟิล์มภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมี จะต้องทำหนังสือส่งไปที่สำนักพระราชวังเพื่อขอใช้พระบรมฉายาลักษณ์ต่าง ๆ หรืออาจจะขอคัดพระบรมฉายาลักษณ์เท่านั้น และเมื่อดำเนินการผลิตเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ต้องนำมาผ่านตรวจจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจภาพยนตร์แต่อย่างใด

ส่วนบริการภาพยนตร์กลางแปลง ซึ่งถือเป็นการแสดงมหรสพอย่างหนึ่งจะต้องฉายภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนฉายภาพยนตร์เรื่องยาวด้วยเช่นกัน แต่เท่าที่ทราบก็คือ หลาย ๆ บริการไม่ค่อยได้นำมาฉาย เว้นแต่มีงานสำคัญ ๆ โดยเฉพาะวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งจะได้ฉาย นอกจากนั้นก็จะฉายแค่ภาพยนตร์ตัวอย่างแต่เพียงอย่างเดียว บางบริการก็ฉายแต่ภาพยนตร์เรื่องยาวแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีบางบริการที่ฉายภาพยนตร์ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมีชุดเดิมจนกระทั่งฟิล์มชำรุดเสียหายก็ยังฉายซ้ำไปมา เจ้าของบริการบางคนก็ให้เหตุผลหรือเข้าใจว่า มีแต่ชุดเดิม โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือทำใหม่แต่อย่างใด ที่สำคัญก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอีกด้วย ก็เลยปฏิบัติเรื่อยมาจนเคยชิน นอกจากนี้ก็ยังมีบางบริการที่ปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย และมีการเปลี่ยนฟิล์มที่ใช้งานอยู่เรื่อย ๆ เมื่อเริ่มจะเสียหายหรือไม่คมชัดแล้ว สำหรับการเก็บรักษาฟิล์มชุดนี้จะต้องระมัดระวัง โดยไม่วางรวมกับฟิล์มภาพยนตร์เรื่องยาว จะปล่อยให้ฟิล์มกองอยู่บนพื้นก็ไม่ได้ หากจำเป็นต้องปล่อยให้ฟิล์มกองไว้ ให้ใส่กล่องไว้ ในกรณีที่ฟิล์มได้ใช้งานจนเสียหายหรือไม่คมชัดแล้วห้ามเผาหรือทำลาย ส่วนเศษฟิล์มที่ถูกตัดเนื่องจากชำรุดจะต้องนำมารวมกันไว้ และต้องเก็บไว้ในที่สมควรซึ่งเป็นที่สูง

เรียบเรียงใหม่ โดย น. หนามเตย

อ้างอิงจาก : http://www.geocities.com/CapitolHill/Lobby/5101/song16.htm

ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์ และ รายการจดหมายเหตุกรุงศรี วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2548

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 
Back to top